|
สาเหตุการเกิดฝ้า ฝ้า เป็นศัตรูสำคัญของความงามบนใบหน้า ถึงแม้จะไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่หากปล่อยปละละเลยก็ยิ่งทำให้หน้าดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดผิวหน้าของคุณก็จะสูญเสียความงามอย่างถาวร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพของคุณได้ เรามักจะพบฝ้าที่บริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก ปลายจมูกและเหนือริมฝีปาก ทั้งนี้เพราะเซลล์สร้างเม็ดสีผิวผลิตเม็ดสีผิวที่มีสีน้ำตาลอมดำออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดการสะสมของเม็ดสีผิวเป็นปื้นดำฝังตัวอยู่บริเวณใต้ชั้นหนังกำพร้า ทำให้บริเวณดังกล่าวมีรอยดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ โดยมีตัวการสำคัญที่ยั่วยุให้เกิดฝ้า ได้แก่ รังสีอัลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด ความแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกายโดยเฉพาะช่วงการตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน นอกจากนี้ฮอร์โมนจากยาคุมกำเนิด และเครื่องสำอางบางชนิดก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญทำให้เกิดฝ้าได้ ส่วนกระนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับฝ้า แต่มีลักษณะเป็นจุดดำคล้ำเข้มกว่า และมักเป็นรอยดำคล้ำถาวร โดยสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดกระ คือ พันธุกรรมและแสงแดด เมื่อผิวถูกแสงแดดเซลล์สร้างเม็ดสีจะสร้างเม็ดสีมากกว่าปกติทำให้กระเข้มขึ้นจนมองเห็นได้ชัดเจน ซึ่งก็อาจทำให้เสียบุคลิกภาพได้เช่นกัน ประเภทของฝ้า 1. ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวี(UV )ในแสงแดดเป็นปัจจัยหลัก โดยรังสียูวีจะทะลุผ่านลงถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เซลล์ผิวถูกทำลายและกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีสร้างเม็ดสีเมลานินมากกว่าปกติ ฉะนั้นเมื่อแสงแดดถูกบริเวณใดของใบหน้ามากที่สุด ก็จะเกิดฝ้าบริเวณนั้นชัดเจน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1.1 ฝ้าที่อยู่ตื้น คือ เม็ดสีผิวที่กระจุกตัวอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (ผิวชั้นนอก) จะเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม ป้องกันและดูแลไม่ยากนัก 1.2 ฝ้าที่อยู่ลึก คือ เม็ดสีผิวที่กระจุกตัวอยู่ตรงรอยต่อของชั้นหนังกำพร้ากับชั้นหนังแท้ และบางส่วนจะกระจายเข้าไปในชั้นหนังแท้ซึ่งจะมีสีม่วงคล้ำๆ ทำให้การป้องกันและดูแลได้ยาก ต้องใช้ระยะเวลานาน 2. ฝ้าเลือด (ฝ้าปีกผีเสื้อ) เกิดจากความบกพร่อง หรือความผิดปกติของผนังหลอดเลือดฝอย หรือเส้นเลือดฝอยที่อยู่บริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง โดยมีผนังเส้นเลือดที่เปราะบาง และเกิดการขยายตัวทำให้เม็ดเลือดและพลาสมา (ของเหลวในเลือด) รั่วออกมา ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำ ซึ่งมักมีสีม่วงปนเขียวช้ำๆ เป็นปื้นใหญ่บริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง ผู้ที่ผ่านสารเคมีหรือทำเบบี้เฟซมามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นสูง
ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช ชุดทาฝ้า ประกอบด้วยสมุนไพรสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติทำให้ฝ้าจางหาย ลดรอยหมองคล้ำ รอยหลุมสิว กระ จุดด่างดำ ผิวหยาบกร้าน โดยการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เร่งการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทน และปรับสภาพการทำงานของเซลล์ผลิตเม็ดสีให้เป็นปกติ ดังนั้นเมื่อหายจากเป็นฝ้าแล้วผิวหน้าจะขาวสดใสเป็นธรรมชาติ รูขุมขนกระชับยิ่งขึ้น เผยผิวใหม่ที่เนียนเรียบ ไร้รอยด่างดำ สีผิวสม่ำเสมอ และไม่กลับมาเป็นฝ้าอีกต่อไป ชุดทาฝ้า ดร.สาโรช มีกระบวนการทำงานตามลำดับขั้นตอนดังนี้

1. เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ สมุนไพรในชุดทาฝ้าจะเร่งเซลล์ผิวเก่าซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้วของผิวหนังกำพร้าชั้นนอกสุดให้ผลัดเซลล์หลุดออกไปเร็วขึ้น และเร่งให้เซลล์ชั้นในของเซลล์ผิวชั้นหนังแท้แบ่งตัวออกมาแทนที่จนฝ้าถูกขับสู่ผิวหน้าหลุดออกไป พร้อมสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้เกิดขึ้นมาทดแทน จำนวนเซลล์บนผิวหน้ายังคงเท่าเดิม จึงไม่ทำให้ผิวหน้าบางลงแต่อย่างใด 2. ปรับสภาพการทำงานของเซลล์ ในภาวะที่เป็นฝ้า เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ในบริเวณที่เป็นฝ้าจะผิดปกติ และถูกกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีผิวออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการสะสมเป็นปื้นดำฝังตัวอยู่ใต้ผิว การใช้ชุดทาฝ้า ดร.สาโรช ช่วยปรับการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีผิวที่ผิดปกติให้กลับคืนภาวะปกติ และสร้างเม็ดสีผิวออกมาเท่าเซลล์อื่นๆ สม่ำเสมอเป็นปกติ ทำให้หายจากเป็นฝ้า และไม่กลับมาเป็นอีก 3. บำรุงเซลล์ผิวที่สร้างขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น หลังจากใช้ชุดผลิตภัณฑ์ทาฝ้าแล้ว ผิวหน้าจะแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยจากแผลเป็นของสิว ผิวหมองคล้ำ หยาบกร้าน ไขมันส่วนเกินบนใบหน้า ปัญหารูขุมขนกว้างให้ดูกระชับยิ่งขึ้น

หมายเหตุ : กรณีที่ผิวบอบบางและแพ้ง่าย ควรใช้ครีมฟื้นฟูสภาพผิว หรือซีรัม ทาก่อนใช้ชุดรักษาประมาณ 2-4 สัปดาห์ หากผิวหน้ามีอาการระหว่างใช้ชุดรักษา ควรใช้ครีมฟื้นฟูสภาพผิวหรือซีรัมบำรุงผิวร่วมด้วย
ขั้นตอนและวิธีใช้ชุดทาฝ้า ดร.สาโรช ขั้นตอนที่ 1 ใช้โลชั่นทำความสะอาดผิวหน้าทาและนวดคลึงให้ทั่วบริเวณผิวหน้า เพื่อให้เนื้อโลชั่นแทรกซึมสู่การทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ช่วยลดการอุดตันของผิวจากสิ่งสกปรก หลังจากนั้นใช้สำลีเช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้าออกให้สะอาดหมดจด ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้นล้างหน้าด้วยสบู่เหลว โดยเลือกตามสภาพผิว การล้างหน้าด้วยสบู่เหลวจะช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรก แบคทีเรีย และน้ำมันส่วนเกินที่ตกค้างบริเวณผิวหน้าให้สะอาด และถ้าต้องการเพิ่มการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกควรทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จึงล้างออก ขั้นตอนที่ 3 ทาครีมลดริ้วรอยรอบดวงตา บริเวณรอบดวงตาบำรุงทั้งส่วนบน และส่วนล่างของดวงตา เพื่อป้องกันรอยเหี่ยวย่นและรอยหมองคล้ำให้แลดูจางลง ขั้นตอนที่ 4 ทาสมุนไพรสกัดบางๆ ให้ทั่วใบหน้า (เลือกสูตรตามสภาพผิว) เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก พร้อมนวด คลึงเบาๆ จนแห้ง เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพของการผลัดเซลล์ผิวได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 ทาผลิตภัณฑ์ชุดทาฝ้า (เลือกตามสภาพผิวหน้า) ให้ทั่วใบหน้า โดยเว้นรอบดวงตาและริมฝีปากพร้อมนวดคลึงจนแห้ง เน้นบริเวณที่เป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ และบริเวณผิวหน้าไม่เรียบเป็นพิเศษ ขั้นตอนที่ 6 บำรุงริมฝีปากด้วยการทาลิปบำรุงริมฝีปากสมุนไพร เพื่อป้องกันการแตกแห้งและร่องลึกของริมฝีปาก ช่วยให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื่น
** ทำตามขั้นตอนทั้งหมดนี้เป็นประจำทุกเช้า และก่อนนอน เป็นประจำทุกวัน จนกว่าจะมีการผลัดเซลล์เกิดขึ้น ( ระยะเวลาการผลัดเซลล์ผิวขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ) ** ระยะที่มีการใช้ชุดทาฝ้าควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของครีมรองพื้น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ของสารที่ให้ความรู้สึกเย็น (เมนทอล) เช่น แป้งเย็น ผ้าเย็น เนื่องจากครีมรองพื้นอาจอุดตันตามรูขุมขนได้ และก่อให้เกิดเป็นสิวอักเสบ ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะทำให้ชะลอการผลัดเซลล์ หรือมีการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง
 
การทำงานของเครื่องสำอางสมุนไพรที่จะผลัดเม็ดสีผิวชั้นใต้ผิวหนัง ขึ้นสู่ผิวชั้นนอกแล้วหลุดเป็นขี้ไคลออกไป |